ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอคลองหอยโข่ง (สวนปลักหว้า)
พืชหลักยางพารา หมาก เกษตรผสมผสาน
ข้อมูลศูนย์
- พืชหลัก
- ยางพารา หมาก เกษตรผสมผสาน
- สถานที่ตั้ง
- บ้านเลขที่ 73/1 หมู่ที่ 7 ตำบลโคกม่วง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา รหัสไปรษณีย์ 90230
- พิกัดศูนย์
- 6.90361075,100.40616185
ที่มาของศูนย์
ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) สวนปลักหว้า เกิดจากการพัฒนาพื้นที่การเกษตรของคุณวิมลทิพย์ อนุชาญ และคุณประวิทย์ อนุชาญ ซึ่งเริ่มประกอบอาชีพเกษตรกรรมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 โดยปรับปรุงพื้นที่นาร้างและสวนยางพาราให้เป็นแหล่งเกษตรกรรมแบบผสมผสาน มีการปลูกพืชร่วมยาง เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา และเลี้ยงชันโรงเพื่อผลิตน้ำผึ้ง ควบคู่กับการอนุรักษ์ดินและน้ำและการใช้ทรัพยากรภายในฟาร์มให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากสถานการณ์การเกษตรในอำเภอคลองหอยโข่งที่เกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันเป็นหลัก เมื่อราคาผลผลิตตกต่ำอย่างต่อเนื่องจึงส่งผลกระทบต่อรายได้และความมั่นคงในการประกอบอาชีพ เกษตรกรจึงมีความต้องการแนวทางการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มช่องทางสร้างรายได้ และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพืชเศรษฐกิจเพียงชนิดเดียว จึงนำไปสู่การพัฒนาศูนย์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบด้านการเกษตรแบบผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ศพก.สวนปลักหว้ามีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากการปฏิบัติจริงให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจในพื้นที่ โดยส่งเสริมการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากเกษตรเชิงเดี่ยวสู่เกษตรผสมผสาน การปลูกพืชร่วมยาง การเลี้ยงสัตว์และชันโรง การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และทรัพยากรในฟาร์มเพื่อลดต้นทุน ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำและการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมของพื้นที่และศักยภาพของครัวเรือน อันจะช่วยเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย กระจายความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
ศพก.สวนปลักหว้ามีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากการปฏิบัติจริงให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจในพื้นที่ โดยส่งเสริมการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากเกษตรเชิงเดี่ยวสู่เกษตรผสมผสาน การปลูกพืชร่วมยาง การเลี้ยงสัตว์และชันโรง การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และทรัพยากรในฟาร์มเพื่อลดต้นทุน ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำและการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมของพื้นที่และศักยภาพของครัวเรือน อันจะช่วยเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย กระจายความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
เทคโนโลยีหรือจุดเด่น
ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) สวนปลักหว้า มีจุดเด่นด้านการทำเกษตรแบบผสมผสาน โดยเชื่อมโยงกิจกรรมการผลิตพืช ปศุสัตว์ ประมง และการเลี้ยงชันโรงให้เกื้อกูลกัน ใช้ทรัพยากรภายในฟาร์มให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคงทางอาหาร มีเทคโนโลยีและวิธีการผลิตที่สำคัญ ดังนี้
1. การลดต้นทุนการผลิต ใช้มูลโคผลิตแก๊สชีวภาพสำหรับใช้ในครัวเรือน และนำมูลสัตว์กับผลพลอยได้จากกระบวนการหมักมาใช้เป็นปุ๋ยบำรุงพืช ลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก รวมทั้งใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์
2. การเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้หลากหลาย ปลูกพืชร่วมและพืชแซมในสวนยางพารา เช่น ผักเหลียง กล้วย หม่อน หมาก และไผ่ ควบคู่กับการเลี้ยงเป็ดไข่ ไก่ดำ โค และปลา ตลอดจนเลี้ยงชันโรงเพื่อช่วยผสมเกสรและผลิตน้ำผึ้งชันโรง ทำให้มีผลผลิตและรายได้หมุนเวียนทั้งรายวัน รายเดือน และรายปี
3. การจัดการดินและปุ๋ย ปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ รวมทั้งนำมูลสัตว์และวัสดุอินทรีย์ภายในฟาร์มกลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและลดค่าใช้จ่ายด้านปุ๋ย
4. การจัดการน้ำ ใช้ระบบธนาคารน้ำใต้ดินและการขุดสระเพื่อกักเก็บน้ำสำหรับกิจกรรมทางการเกษตร รวมถึงใช้แหล่งน้ำในการเลี้ยงปลา เพื่อสนับสนุนการผลิตให้มีความต่อเนื่อง
5. การจัดการศัตรูพืชและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ อาศัยความสัมพันธ์เกื้อกูลระหว่างพืชกับแมลงชันโรง โดยชันโรงช่วยผสมเกสรให้แก่พืชในสวนยางพาราและสวนผลไม้ ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้รับยังไม่ได้ระบุวิธีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยเฉพาะ
6. การแปรรูปและเพิ่มมูลค่าผลผลิต ผลิตน้ำผึ้งชันโรงที่ผ่านกระบวนการบ่มอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้ได้น้ำผึ้งที่มีคุณภาพ โดยต้องวางแผนการผลิตล่วงหน้า เนื่องจากชันโรงให้น้ำผึ้งต่อรังในปริมาณน้อยและใช้เวลารวบรวมนาน
7. การทำเกษตรปลอดภัยและพัฒนามาตรฐานสินค้า มุ่งพัฒนาระบบการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดยเป็นแนวทางการพัฒนาของศูนย์
จุดเด่นสำคัญของศูนย์ คือ การจัดระบบเกษตรผสมผสานที่กิจกรรมต่าง ๆ เกื้อกูลกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา เลี้ยงชันโรง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และแก๊สชีวภาพ ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มช่องทางรายได้ และสร้างความมั่นคงทางอาหาร พร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เกษตรกรสามารถเข้ามาศึกษาจากประสบการณ์จริงและนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเองได้
1. การลดต้นทุนการผลิต ใช้มูลโคผลิตแก๊สชีวภาพสำหรับใช้ในครัวเรือน และนำมูลสัตว์กับผลพลอยได้จากกระบวนการหมักมาใช้เป็นปุ๋ยบำรุงพืช ลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก รวมทั้งใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์
2. การเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้หลากหลาย ปลูกพืชร่วมและพืชแซมในสวนยางพารา เช่น ผักเหลียง กล้วย หม่อน หมาก และไผ่ ควบคู่กับการเลี้ยงเป็ดไข่ ไก่ดำ โค และปลา ตลอดจนเลี้ยงชันโรงเพื่อช่วยผสมเกสรและผลิตน้ำผึ้งชันโรง ทำให้มีผลผลิตและรายได้หมุนเวียนทั้งรายวัน รายเดือน และรายปี
3. การจัดการดินและปุ๋ย ปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ รวมทั้งนำมูลสัตว์และวัสดุอินทรีย์ภายในฟาร์มกลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและลดค่าใช้จ่ายด้านปุ๋ย
4. การจัดการน้ำ ใช้ระบบธนาคารน้ำใต้ดินและการขุดสระเพื่อกักเก็บน้ำสำหรับกิจกรรมทางการเกษตร รวมถึงใช้แหล่งน้ำในการเลี้ยงปลา เพื่อสนับสนุนการผลิตให้มีความต่อเนื่อง
5. การจัดการศัตรูพืชและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ อาศัยความสัมพันธ์เกื้อกูลระหว่างพืชกับแมลงชันโรง โดยชันโรงช่วยผสมเกสรให้แก่พืชในสวนยางพาราและสวนผลไม้ ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้รับยังไม่ได้ระบุวิธีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยเฉพาะ
6. การแปรรูปและเพิ่มมูลค่าผลผลิต ผลิตน้ำผึ้งชันโรงที่ผ่านกระบวนการบ่มอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้ได้น้ำผึ้งที่มีคุณภาพ โดยต้องวางแผนการผลิตล่วงหน้า เนื่องจากชันโรงให้น้ำผึ้งต่อรังในปริมาณน้อยและใช้เวลารวบรวมนาน
7. การทำเกษตรปลอดภัยและพัฒนามาตรฐานสินค้า มุ่งพัฒนาระบบการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดยเป็นแนวทางการพัฒนาของศูนย์
จุดเด่นสำคัญของศูนย์ คือ การจัดระบบเกษตรผสมผสานที่กิจกรรมต่าง ๆ เกื้อกูลกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา เลี้ยงชันโรง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และแก๊สชีวภาพ ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มช่องทางรายได้ และสร้างความมั่นคงทางอาหาร พร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เกษตรกรสามารถเข้ามาศึกษาจากประสบการณ์จริงและนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเองได้
ฐานเรียนรู้
ฐานเรียนรู้ของ ศพก.สวนปลักหว้า มี 6 ฐานเรียนรู้ ที่เป็นกิจกรรมการเกษตรที่ทำจริงในพื้นที่ ประกอบด้วย
1) ด้านพืช อาทิ สวนยางพารา การปลูกพืชร่วมพืชแซมในสวนยางพารา การปลูกพืชทางเลือก การปลูกหมาก การปลูกป่า เป็นต้น
2) ด้านปศุสัตว์ เป็นการเลี้ยงโคเนื้อลูกผสม เลี้ยงแม่โคเพื่อผลิตลูก ใช้วิธีการผสมเทียม ซึ่งเป็นต้นแบบให้เกษตรกรายอื่นได้เห็นเป็นแบบอย่างและเห็นข้อดีของการผสมเทียมและการเลี้ยงโคลูกผสมที่สามารถให้ผลตอบแทนเร็วและสูงกว่าวัวพื้นเมือง และกิจกรรมการปลูกพืชอาหารสัตว์
3) ด้านประมง มีกิจกรรมการเลี้ยงปลาน้ำจืด 2 รูปแบบ คือ เลี้ยงในบ่อดิน และการเลี้ยงในกระชัง รวมทั้งการผลิตอาหารสัตว์ลดต้นทุน
4) ด้านแมลงเศรษฐกิจ มีกิจกรรมการเลี้ยงชันโรง และการสร้างแหล่งอาหารสำหรับชันโรง
5) การผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์ เพื่อใช้ในครัวเรือน เป็นกิจกรรมการต่อเนื่องจากการเลี้ยงโค นำผลพลอยได้จากมูลโคมาใช้ในการผลิตแก๊สชีวภาพเพื่อใช้ในครัวเรือน ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
6) การผลิตสบู่ก้อน น้ำยาล้างจาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เป็นกิจกรรมที่สามารถลงมือฝึกปฏิบัติได้ด้วยตนเองและสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง
1) ด้านพืช อาทิ สวนยางพารา การปลูกพืชร่วมพืชแซมในสวนยางพารา การปลูกพืชทางเลือก การปลูกหมาก การปลูกป่า เป็นต้น
2) ด้านปศุสัตว์ เป็นการเลี้ยงโคเนื้อลูกผสม เลี้ยงแม่โคเพื่อผลิตลูก ใช้วิธีการผสมเทียม ซึ่งเป็นต้นแบบให้เกษตรกรายอื่นได้เห็นเป็นแบบอย่างและเห็นข้อดีของการผสมเทียมและการเลี้ยงโคลูกผสมที่สามารถให้ผลตอบแทนเร็วและสูงกว่าวัวพื้นเมือง และกิจกรรมการปลูกพืชอาหารสัตว์
3) ด้านประมง มีกิจกรรมการเลี้ยงปลาน้ำจืด 2 รูปแบบ คือ เลี้ยงในบ่อดิน และการเลี้ยงในกระชัง รวมทั้งการผลิตอาหารสัตว์ลดต้นทุน
4) ด้านแมลงเศรษฐกิจ มีกิจกรรมการเลี้ยงชันโรง และการสร้างแหล่งอาหารสำหรับชันโรง
5) การผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์ เพื่อใช้ในครัวเรือน เป็นกิจกรรมการต่อเนื่องจากการเลี้ยงโค นำผลพลอยได้จากมูลโคมาใช้ในการผลิตแก๊สชีวภาพเพื่อใช้ในครัวเรือน ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
6) การผลิตสบู่ก้อน น้ำยาล้างจาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เป็นกิจกรรมที่สามารถลงมือฝึกปฏิบัติได้ด้วยตนเองและสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง
แปลงเรียนรู้
1) แปลงยางพารา และพืชร่วมยาง ขนาดพื้นที่ 4 ไร่ วิธีการหรือเทคโนโลยีที่นำมาใช้ มีการทำการเกษตรแบบผสมผสาน และการปลูกพืชร่วมยางทำให้มีรายได้ทั้งที่เป็น รายวัน รายเดือน และรายปี มาจากกิจกรรมที่ดำเนินการภายในพื้นที่ ทำให้มีรายได้ที่มั่นคง-มีอาชีพที่ยั่งยืน ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมาแทบไม่ได้รับผลกระทบเลย เนื่องจากครัวเรือนได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต สร้างความมั่นคงทางอาหารแก่ครัวเรือน และชุมชน นอกจากนี้ ศพก.สวนปลักหว้า เป็นแปลงต้นแบบของการยางแห่งประเทศไทย สาขาคลองหอยโข่ง (กยท.) ศพก.สวนปลักหว้ามีกิจกรรมที่เป็นต้นแบบด้านการจัดการสวนยางพารา การปลูกพืชร่วมยาง อาทิ หมากสด (อ่อน) ต้นกล้าหมาก ผักเหรียงเก็บยอด ต้นกล้าผักเหรียง ต้นดาหลา เป็นต้น นอกจากนี้ มีการขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี อาทิ มะนาว ผักเหรียง ฝรั่ง ดาหลา หมาก และไม้ดอกไม้ประดับอื่นๆ โดย การตอนกิ่ง เสียบยอด เพาะเมล็ด ซึ่งนอกจากจะเพาะขยายพันธุเพื่อใช้ในแปลงแล้วยังจำหน่ายให้กับผู้สนใจในราคาไม่แพงอีกด้วย
2) การเลี้ยงปลาในกระชังและในบ่อดิน ขนาดพื้นที่ 2 ไร่ มีการนำนวัตกรรมการเลี้ยงปลาในกระชังมาปรับใช้ในบ่อดิน เพื่อแก้ปัญหาปลาหนีออกจากบ่อในช่วงฤดูน้ำหลาก และง่ายต่อการบริหารจัดการด้านอาหาร รวมทั้งสามารถลดต้นทุนได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีการใช้อาหารปลาลดต้นทุน อาทิ ปลวก และใบพืชจำพวกใบหม่อน ใบมันสำปะหลัง และแหนแดง
3) การเลี้ยงชันโรงเพื่อผลิตน้ำผึ้งชันโรง จำนวน 90 รัง ขนาดพื้นที่ 2 งาน เลี้ยงชันโรงเพื่อผลิตน้ำผึ้งชันโรงคุณภาพในสวนยางพารา-สวนผลไม้ โดยอาศัยการทำงานที่เกื้อกูลกันของพืชและแมลงชันโรง ชันโรงเป็นนักผสมเกสรให้กับพืช พืชเป็นแหล่งอาหารของชันโรง ผลพลอยได้คือพืชได้รับการผสมเกสรมีผลผลิตสูงขึ้น ส่วนเจ้าของสวนได้น้ำผึ้งชันโรง
4) การผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์ จำนวน 1 บ่อ ขนาดพื้นที่ 20 ตารางเมตร ผลิตแก๊สเพื่อใช้ในครัวเรือน เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานหุงต้มในครัวเรือน สามารถลดรายจ่ายด้านพลักงงานและเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีหลักการคือ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์สามารถนำมูลสัตว์ที่ได้ อาทิ มูลโค มูลสุกร มูลแพะ มาใช้ในการผลิตก๊าซชีวภาพ ซึ่งก๊าซชีวภาพ คือก๊าซที่เกิดจากการนำมูลสัตว์หรือสารอินทรีย์ต่างๆ ไปหมักในสภาพที่ไม่มีอากาศหรือสภาพที่ปราศจากออกซิเจนโดยแบคทีเรีย(เชื้อจุลินทรีย์) จะทำการย่อยสลายมูลสัตว์และทำให้เกิดก๊าซขึ้นมา ก๊าซชีวภาพเป็นก๊าซที่ผสมระหว่างก๊าซชนิดต่างๆ เช่น ก๊าซมีเทน (CH4) ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์(CO2) ก๊าซไนโตรเจน (N2) ก๊าซไฮโดรเจน(H2) และก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) แต่ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยก๊าซมีเทน(CH4) ซึ่งมีคุณสมบัติติดไฟได้
5) กิจกรรมการทำภาชนะจากวัสดุธรรมชาติ-เศษวัสดุทางการเกษตร ผลิตภาชนะที่สามารถใช้แล้วทิ้ง ที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เพื่อใช้งานแทนจานพลาสติก วัสดุที่ใช้ส่วนใหญ่เป็น กาบหมาก ใบไม้ต่างๆ ซึ่งกาบหมากมีลักษณะเป็นแผ่นยาว มีความโค้ง ไม่เรียบ พื้นผิวมี 2 ด้าน คือ ด้านหน้าหรือด้านในมีผิวมัน ใช้สัมผัสอาหาร และด้านหลังหรือด้านนอกมีผิวด้าน สีและพื้นผิวคล้ายเปลือกไม้ โดยแต่ละแผ่นจะมีสีและพื้นผิวแตกต่างกัน นำมาอัดขึ้นรูปด้วยแม่พิมพ์ให้ความร้อน ประมาณ 175 องศาเซลเซียส นานประมาณ 22-120 วินาที แล้วแต่ขนาดและความหนาของวัสดุ ซึ่งจะทำให้ได้ภาชนะเป็นรูปทรงที่มีพื้นผิวเรียบ สะอาด และได้รูปทรงตามต้องการ
2) การเลี้ยงปลาในกระชังและในบ่อดิน ขนาดพื้นที่ 2 ไร่ มีการนำนวัตกรรมการเลี้ยงปลาในกระชังมาปรับใช้ในบ่อดิน เพื่อแก้ปัญหาปลาหนีออกจากบ่อในช่วงฤดูน้ำหลาก และง่ายต่อการบริหารจัดการด้านอาหาร รวมทั้งสามารถลดต้นทุนได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีการใช้อาหารปลาลดต้นทุน อาทิ ปลวก และใบพืชจำพวกใบหม่อน ใบมันสำปะหลัง และแหนแดง
3) การเลี้ยงชันโรงเพื่อผลิตน้ำผึ้งชันโรง จำนวน 90 รัง ขนาดพื้นที่ 2 งาน เลี้ยงชันโรงเพื่อผลิตน้ำผึ้งชันโรงคุณภาพในสวนยางพารา-สวนผลไม้ โดยอาศัยการทำงานที่เกื้อกูลกันของพืชและแมลงชันโรง ชันโรงเป็นนักผสมเกสรให้กับพืช พืชเป็นแหล่งอาหารของชันโรง ผลพลอยได้คือพืชได้รับการผสมเกสรมีผลผลิตสูงขึ้น ส่วนเจ้าของสวนได้น้ำผึ้งชันโรง
4) การผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์ จำนวน 1 บ่อ ขนาดพื้นที่ 20 ตารางเมตร ผลิตแก๊สเพื่อใช้ในครัวเรือน เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานหุงต้มในครัวเรือน สามารถลดรายจ่ายด้านพลักงงานและเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีหลักการคือ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์สามารถนำมูลสัตว์ที่ได้ อาทิ มูลโค มูลสุกร มูลแพะ มาใช้ในการผลิตก๊าซชีวภาพ ซึ่งก๊าซชีวภาพ คือก๊าซที่เกิดจากการนำมูลสัตว์หรือสารอินทรีย์ต่างๆ ไปหมักในสภาพที่ไม่มีอากาศหรือสภาพที่ปราศจากออกซิเจนโดยแบคทีเรีย(เชื้อจุลินทรีย์) จะทำการย่อยสลายมูลสัตว์และทำให้เกิดก๊าซขึ้นมา ก๊าซชีวภาพเป็นก๊าซที่ผสมระหว่างก๊าซชนิดต่างๆ เช่น ก๊าซมีเทน (CH4) ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์(CO2) ก๊าซไนโตรเจน (N2) ก๊าซไฮโดรเจน(H2) และก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) แต่ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยก๊าซมีเทน(CH4) ซึ่งมีคุณสมบัติติดไฟได้
5) กิจกรรมการทำภาชนะจากวัสดุธรรมชาติ-เศษวัสดุทางการเกษตร ผลิตภาชนะที่สามารถใช้แล้วทิ้ง ที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เพื่อใช้งานแทนจานพลาสติก วัสดุที่ใช้ส่วนใหญ่เป็น กาบหมาก ใบไม้ต่างๆ ซึ่งกาบหมากมีลักษณะเป็นแผ่นยาว มีความโค้ง ไม่เรียบ พื้นผิวมี 2 ด้าน คือ ด้านหน้าหรือด้านในมีผิวมัน ใช้สัมผัสอาหาร และด้านหลังหรือด้านนอกมีผิวด้าน สีและพื้นผิวคล้ายเปลือกไม้ โดยแต่ละแผ่นจะมีสีและพื้นผิวแตกต่างกัน นำมาอัดขึ้นรูปด้วยแม่พิมพ์ให้ความร้อน ประมาณ 175 องศาเซลเซียส นานประมาณ 22-120 วินาที แล้วแต่ขนาดและความหนาของวัสดุ ซึ่งจะทำให้ได้ภาชนะเป็นรูปทรงที่มีพื้นผิวเรียบ สะอาด และได้รูปทรงตามต้องการ
ผลสำเร็จและการนำไปใช้
มีการนำนวัตกรรม/เทคโนโลยีการเกษตรมาใช้ในการพัฒนาอาชีพ เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ของเกษตรกรรายอื่น ผ่านการศึกษาดูงาน เรียนรู้ด้วยตนเองผ่านทางอินเตอร์เนทแล้วนำมาประยุกต์ใช้ และใช้ประสบการณ์การการลองผิดลองถูกของตนเองมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รวมทั้งบริบทของตนเอง อาทิ การเลี้ยงชันโรงเพื่อผลิตน้ำผึ้งชันโรงคุณภาพสูงในสวนยางพารา ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาและยกระดับระบบการผลิตสินค้าเกษตรในแปลงของตนเอง การผลิตสินค้าตามระบบคุณภาพและมาตรฐาน GAP
การเข้าศึกษาดูงาน
• วันที่หรือช่วงวันที่เปิดให้เข้าศึกษาดูงาน : มกราคม – พฤศจิกายน
• เวลาเปิดให้เข้าศึกษาดูงาน : 09.00 – 16.00 น.
• ต้องติดต่อล่วงหน้าหรือไม่ : ติดต่อล่วงหน้า ทางหมายเลขโทรศัพท์ 08-7394-9541
•จำนวนผู้เข้าศึกษาดูงานที่สามารถรองรับได้ : ครั้งละ ไม่เกิน 50 คน
• มีค่าใช้จ่ายหรือไม่ : มีค่าใช้จ่ายเป็นวัสดุ อุปกรณ์ ที่ใช้ในการศึกษาดูงาน
• เงื่อนไขหรือข้อควรปฏิบัติอื่น ๆ : สถานที่อบรมเป็นศาลาโล่ง มุงจาก อยู่ภายใต้ร่มเงาของสวนยางพารา
• เวลาเปิดให้เข้าศึกษาดูงาน : 09.00 – 16.00 น.
• ต้องติดต่อล่วงหน้าหรือไม่ : ติดต่อล่วงหน้า ทางหมายเลขโทรศัพท์ 08-7394-9541
•จำนวนผู้เข้าศึกษาดูงานที่สามารถรองรับได้ : ครั้งละ ไม่เกิน 50 คน
• มีค่าใช้จ่ายหรือไม่ : มีค่าใช้จ่ายเป็นวัสดุ อุปกรณ์ ที่ใช้ในการศึกษาดูงาน
• เงื่อนไขหรือข้อควรปฏิบัติอื่น ๆ : สถานที่อบรมเป็นศาลาโล่ง มุงจาก อยู่ภายใต้ร่มเงาของสวนยางพารา
รายละเอียดเพิ่มเติม
• สถานที่จอดรถ : ที่จอดรถเหมาะสำหรับรถยนต์ 4 ล้อ จอดได้คราวละ 10 คัน
• ห้องประชุมหรือพื้นที่อบรม : สถานที่อบรมเป็นศาลาโล่ง มีเก้าอี้พลาสติก นั่งได้ไม่เกิน 20 คน
• ห้องน้ำ : มี 2 ห้อง
• จุดจำหน่ายสินค้า : จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ ศพก. และชุมชน
• อาหารหรือเครื่องดื่ม : สามารถสั่งจองกับ ประธาน ศพก.ได้โดยตรง
• การรองรับผู้สูงอายุหรือผู้พิการ : ไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก
• ข้อจำกัดของพื้นที่ : มักมีน้ำหลากในช่วงเดือน ตุลาคม – ธันวาคม
• ห้องประชุมหรือพื้นที่อบรม : สถานที่อบรมเป็นศาลาโล่ง มีเก้าอี้พลาสติก นั่งได้ไม่เกิน 20 คน
• ห้องน้ำ : มี 2 ห้อง
• จุดจำหน่ายสินค้า : จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ ศพก. และชุมชน
• อาหารหรือเครื่องดื่ม : สามารถสั่งจองกับ ประธาน ศพก.ได้โดยตรง
• การรองรับผู้สูงอายุหรือผู้พิการ : ไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก
• ข้อจำกัดของพื้นที่ : มักมีน้ำหลากในช่วงเดือน ตุลาคม – ธันวาคม
