เกษตรสงขลา “ลงพื้นที่วินิจฉัยอาการผิดปกติของพืชในพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา”

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายประถม มุสิกรักษ์ เกษตรจังหวัดสงขลา มอบหมายให้นางสาวพนิต วรรณวงศ์ นางสาวสุพัชร์ อนันทนุพงศ์ และนางสาวปิ่นกัลยรัตน์ จันทรัศมี เจ้าหน้าที่กลุ่มอารักขาพืช ร่วมกับนางสุภาภรณ์ คงฉิม เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสงขลา และเจ้าหน้าที่การยางแห่งประเทศไทยสาขาเมืองสงขลา ลงพื้นที่วินิจฉัยอาการผิดปกติของต้นยางพาราที่ยืนต้นตาย ณ หมู่ที่ 7 ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา

โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวน 28 ราย จากการสอบถามข้อมูลจากเกษตรกร และลงพื้นที่สำรวจแปลง เบื้องต้นพบว่าเกิดจากสาเหตุเชื้อราโรครากขาวยางพารา จึงได้ให้คำแนะนำดังนี้

1. สร้างการรับรู้โรครากขาวยางพารา

โรครากขาวยางพารา (white root disease) เกิดจากเชื้อรา Rigidoporus เชื้อราสามารถเข้าทำลายรากยางพาราได้ทุกระยะ

การเจริญเติบโต ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป ในระยะเริ่มแรกจะไม่เห็นลักษณะผิดปกติของต้นยางพารา ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน เมื่อส่วนรากถูกทำลายเสียหายจนไม่สามารถ

ดูดน้ำและธาตุอาหารได้จึงแสดงอาการใบเหลืองและใบร่วง ในระยะที่เป็นโรคอย่างรุนแรงจะเป็นสีครีม ถ้าอยู่ในที่ชื้นแฉะ จะมีดอกเห็ดขึ้นที่โคนต้น และดอกเห็ดมีลักษณะเป็นแผ่นครึ่งวงกลม แผ่นเดียวหรือซ้อนกันหลายแผ่นเป็นชั้นๆ เกาะติดกับโคนต้นหรือราก

เหมือนหิ้ง ผิวด้านบนของดอกเห็ดเป็นสีเหลืองส้ม เป็นวงสลับสีอ่อนแก่ ขอบดอกเป็นสีขาว ด้านล่างเป็นสีส้มแดงและเป็นรูเล็ก ๆ

วิธีการป้องกันกำจัด (ใช้วิธีผสมผสานระหว่างการเขตกรรมและสารเคมี) ดังนี้

1. การเตรียมพื้นที่ปลูกยางควรทำลายตอไม้เก่าออกให้หมด ไถพลิกหน้าดินตากแดดเพื่อกำจัดเชื้อราที่เจริญอยู่ในดิน และในเศษไม้เล็กๆ ที่หลงเหลืออยู่ในดิน

2. ในแหล่งที่มีโรคระบาดรุนแรง หลังการเตรียมดินควรปล่อยพื้นที่ว่างไว้ประมาณ 1 – 2 ปี หรือปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่ว หรือปลูกพืชอื่น เพื่อลดการระบาดของโรค และพืชที่ปลูกไม่ควรเป็นพืชอาศัยของโรค

3. แปลงยางที่มีประวัติการเป็นโรครากขาวมาก่อน แนะนำให้ใช้กำมะถันผง อัตรา 150 กรัม/ต้น ใส่ในหลุมก่อนปลูกยาง เพื่อลดพีเอช (pH) ของดิน ทำให้ไม่เหมาะต่อการเจริญของเชื้อรา ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรค ถ้าในพื้นที่ที่เป็นโรคอย่างรุนแรง ควรใช้อัตรา 250 กรัม/หลุม ปลูกเพื่อปรับสภาพความเป็นกรด ด่างของดิน ให้เหมาะต่อการเจริญของเชื้อปฏิปักษ์ต่อโรครากขาว

4. หลังจากปลูกยางไปแล้ว 1 ปี ควรสำรวจแปลงยางสม่ำเสมอ ตรวจดูพุ่มใบเพื่อหาต้นยางที่เป็นโรคในพื้นที่ที่ไม่เคยเป็นโรคมาก่อน ควรตรวจปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนในพื้นที่ที่เคยเป็นโรคมาแล้วให้ตรวจซ้ำทุก 3 เดือน ต้นยางเป็นโรครุนแรงควรขุดต้นเผาทำลาย และรักษาต้นข้างเคียง โดยการใช้สารเคมี

5. ต้นยางอายุน้อยกว่า 3 ปี ที่เป็นโรครากขาว ควรขุดเผาทำลายให้หมดเพื่อยับยั้งการระบาดของโรค

6. ต้นยางที่มีอายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ควรขุดคูล้อมบริเวณต้นเป็นโรค (กว้าง 30 เซนติเมตร ลึก 60 เซนติเมตร) เพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่ระบาดไปยังต้นอื่นโดยการสัมผัสกันของราก และขุดลอกคูทุกปี โดยใช้สารเคมีสำหรับรักษาต้นที่เป็นโรค และใช้กับต้นข้างเคียงเพื่อป้องกันโรค

– เลือกใช้สารเคมีกลุ่มTriazole อัตราความเข้มข้น 20 มิลลิลิตร/น้ำ 1 ลิตร ราดสารเคมีลงในร่องรอบโคนต้น 2-4 ลิตร ขึ้นกับขนาดโคนต้น ใช้สารเคมีทุก 3 เดือน อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ครั้ง

– ไซโพรโคนาโซล (10%SL) อัตรา 100-200 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร ราดสารเคมีในร่องรอบโคน 2-3 ลิตร ทุก 6 เดือน

– ไตรดีมอร์ (75% EC) อัตรา 100-200 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร ราดสารเคมีในร่องรอบโคน 2-3 ลิตร ทุก 6 เดือน

– โพรพิโคนาโซล (25% EC) อัตรา 100-200 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร ราดสารเคมีในร่องรอบโคน 2-3 ลิตร ทุก 6 เดือน

– เฟนพิโคลนิล (40%FS) อัตรา 30-60 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ราดสารเคมีในร่องรอบโคน 2-3 ลิตร ทุก 6 เดือน

– เฮกซะโคนาโซล (5%EC) อัตรา 100-200 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร ราดสารเคมีในร่องรอบโคน 2-3 ลิตร ทุก 6 เดือน

การรักษาโรครากขาวยางพาราเป็นเรื่องค่อนข้างยุ่งยาก และเสียค่าใช้จ่ายสูง หากมีต้นตายหรือเป็นโรคอย่างรุนแรงจะมีอาการใบเหลืองทั้งต้น สิ่งที่ควรดำเนินการอย่างเร่งด่วนควรขุดรากถอนโคนออกให้หมด เผาทำลายต้นที่เป็นโรคทิ้ง เพื่อป้องกันและรักษาต้นข้างเคียงไม่ให้เป็นโรค

นอกจากนี้ได้ลงพื้นที่แปลงปลูกทุเรียน ซึ่งมีอาการของโรครากเน่าโคนเน่า โดยเบื้องต้นพบใบสลด รากฝอยมีลักษณะเปื่อยยุ่ยมีสีน้ำตาล แนะนำให้เกษตรกรลดความชื้นในแปลงโดยถางหญ้าบริเวณรอบโคนต้นออก ทำแปลงให้สะอาด

โดยมีแนวทางแก้ไข/ป้องกัน ดังนี้

1. แปลงปลูกควรมีการระบายน้ำดี

2. ปรับปรุงดิน โดยใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปรับสภาพดินให้มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ประมาณ 6.5 กรณีดินที่เป็นกรดจัด ให้ใส่โดโลไมท์ อัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่

3.ใช้สาร ฟอสโฟนิก แอซิด 40% SL ผสมน้ำสะอาด อัตรา 1:1 ใส่กระบอกฉีดยาฉีดเข้าลำต้น 20 มล. และ/หรือราดดินด้วยสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% W

4.ราดด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% WP หรือ เมทาแลกซิล 25% WP

สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสงขลา, กลุ่มอารักขาพืช : ภาพ

พนิต วรรณวงศ์ : ข่าว

ฐิตาภรณ์ อนุสาร : รายงาน

#สำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา

#กลุ่มอารักขาพืช

Scroll to Top